<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[คติธรรมสมเด็จพระสังฆราช]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/index/id/489</link>
<atom:link href="https://ssc.onab.go.th/th/content/category/index/id/489" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[พระดำรัส ประทานเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๕]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/36517</link>
<guid isPermaLink="false">203b5bd5515814a3daebecd2d17f9097</guid>
<pubDate>Tue, 06 Dec 2022 09:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://ssc.onab.go.th/cms/s102/u45/318174853_3245212912456257_45828.jpg" style="width: 1000px; height: 1648px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/202212069d1e4ecdc12accfcc57a4f7b99a71f9d090809.jpg' type='image/jpg' length='534987' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คติธรรมเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ๑ เมษายน ๒๕๖๕]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/21211</link>
<guid isPermaLink="false">9f9ce4610eb484de6ba85517dad71cf6</guid>
<pubDate>Fri, 01 Apr 2022 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" src="https://ssc.onab.go.th/cms/s102/u42/วันข้าราชการพลเรือน_1_เม_ย. 65.jpg" style="width: 1075px; height: 1522px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/2022040110a3e4e9dbdc286e2246f95b15f0f6f8110705.png' type='image/png' length='927824' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คติธรรมเนื่องในวันมาฆะบูชา ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/21218</link>
<guid isPermaLink="false">a59029bdc51df9f4184f21a56fd7659f</guid>
<pubDate>Tue, 15 Feb 2022 11:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ดีถีมาฆบูชา อันเป็นวันจาตุรงคสันนิบาต ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้เมื่อกว่าสองพ้นห้าร้อยปีก่อน สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ประทานหลักการอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาไว้ ๓ ประการ ได้แก่ การไม่กระทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว<br />
<br />
&lsquo;จิต&rsquo; เป็นสภาพรู้ที่ปรากฏมีอยู่ในทุกชีวิตซึ่งมีสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งเรียกว่า &lsquo;เจตสิก&rsquo; เกิดร่วมด้วย เจตสิกกลุ่มที่เรียกว่า &lsquo;สังขาร&rsquo; อาจปรุงแต่งให้จิตเป็นไปในทางสามฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายดี ฝ่ายเลว และฝ่ายที่เป็นกลาง การจะทำจิตให้ผ่องแผ้วได้ตามหลักการอันเป็นหัวใจของพระศาสนา จำเป็นต้องเริ่มขัดเกลาตนเองให้มีปรกติอดทนอดกลั้นที่จะไม่ทำบาป พอใจขวนขวายที่จะทำบุญ คือการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนาอยู่เสมอ เพื่อฝึกจิตให้โน้มน้าวไปสู่วิถีสะอาด คอยชำระซักฟอกไปจนกว่าธุลีแห่งความมัวหมองจะลบเลือนหายไป ทำให้เข้าถึงสภาวะอันผ่องแผ้วด้วยจิตฝ่ายดี มีกุศลจิตเป็นเนืองนิตย์ การฝึกจิตอยู่เสมอ จะเป็นเหตุปัจจัยนำมาซึ่งความหลุดพ้นจากห้วงทุกข์ ถึงแม้ยังดำเนินไปไม่ถึงที่สุดในฝ่ายคดีธรรม แต่ก็ย่อมยังอำนวยประโยชน์สุขในฝ่ายคดีโลก คือทำให้ผู้ฝึกจิตเป็นสุจริตชน มีการงานสะอาดปราศจากโทษ มีใจสงบระงับ ไม่ต้องกลัวโทษทัณฑ์จากกฎหมายบ้านเมือง ทั้งยังเป็นเครื่องประคับประคองจิตให้ไม่เดือดร้อนต่อโลกธรรม ไม่แสดงอาการขึ้นลง เมื่อประสบกับการมีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ รวมความได้ว่าจิตที่ผ่องแผ้ว ต้องเกิดจากการฝึก เมื่อฝึกแล้วจิตก็จะมั่นคงไม่หวั่นไหว สมตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า &lsquo;จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ&rsquo; ความว่า &lsquo;จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้&rsquo; ด้วยประการฉะนี้<br />
<br />
ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความงอกงามไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.&rdquo;</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<img alt="" src="https://ssc.onab.go.th/cms/s102/u42/มาฆะบูชา_16_กพ_65.jpg" style="width: 1242px; height: 1758px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/2022040110a3e4e9dbdc286e2246f95b15f0f6f8113126.png' type='image/png' length='927824' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คติธรรม ประทานเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๑ มกราคม ๒๕๖๕]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/16269</link>
<guid isPermaLink="false">9279d95dc6ca247a14ee11e991a2e691</guid>
<pubDate>Fri, 31 Dec 2021 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระคติธรรม</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<img alt="" src="https://ssc.onab.go.th/cms/s102/u42/_ßí_.jpg" style="width: 975px; height: 1606px;" /></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/20211231130f08e5662a0091ef8489f1f5b16857100836.jpg' type='image/jpg' length='620327' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระดำรัส ประทานเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๔]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/14674</link>
<guid isPermaLink="false">c1f8fa3f02cc34d00e2779b8f5a9cda7</guid>
<pubDate>Sat, 04 Dec 2021 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="color:#ee82ee;"><span style="font-size:26px;">เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระดำรัสเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ ว่า</span></span></strong></p>

<p><span style="font-size:26px;">&ldquo;อภิลักขิตสมัยคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันชาติ และเป็นวันพ่อแห่งชาติอีกด้วย จึงควรที่เราทั้งหลายผู้อาศัยพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมเป็นที่พึ่ง จักพึงน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และบำเพ็ญคุณงามความดี อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระองค์ผู้ทรงเปรียบประดุจบิดาแห่งอาณาประชาราษฎร</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">ราชธรรม ๑๐ ประการ ที่เรียกกันว่า &lsquo;ทศพิธราชธรรม&rsquo; อันเป็นธรรมะสำหรับพระราชาหรือผู้เป็นใหญ่นั้น แท้จริงแล้ว ย่อมเป็นสาธารณะสำหรับบุคคลทั่วไป คนไทยทุกคนควรจะได้ศึกษาใคร่ครวญโดยตลอด แล้วน้อมนำมาเป็นแบบอย่างทางประพฤติสำหรับตน</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">ธรรมะประการที่สองในทศพิธราชธรรม ซึ่งพึงหยิบยกมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนนั้นได้แก่ &lsquo;ศีล&rsquo; คือการรักษากายและวาจาให้เป็นปรกติ สงบเรียบร้อย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น ทรงมั่นคงในการรักษาพระราชจริยวัตรให้เป็นไปโดยปรกติ อ่อนโยน และงามสง่า ทรงเปี่ยมด้วยพระราชอัธยาศัยฝักใฝ่ไปในทางเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขของปวงประชา ทรงอุดมด้วยพระราชวาจาสุภาษิต ประกอบด้วยข้อคิดคำสอน อันเป็นประทีปนำทางสังคมไทยให้ดำเนินไปสู่ความผาสุกสวัสดีทุกขณะ ทรงรักษาพระราชสัจจะไว้ได้อย่างมั่นคง ปราศจากมุสาวาท เหตุฉะนี้จึงทรงดำรงพระองค์อยู่อย่างสง่างามด้วย &lsquo;ศีล&rsquo; เป็นปรกติในการสั่งสมพระบารมีธรรม</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">เราทั้งหลายผู้เป็นไทย จึงควรเจริญรอยตามพระราชจริยาในรัชกาลที่ ๙ ด้วยการรักษาศีล มีเบญจศีลเป็นอย่างน้อย คอยควบคุมกายและวาจาให้เป็นไปในทางสร้างสรรค์ อย่าใช้ไปในทางบั่นทอน ทำลาย หรือเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ขอเราทั้งหลายจงคิด พูด และทำเฉพาะกิจอันปราศจากโทษ ด้วยปณิธานมุ่งมั่นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งจะอำนวยผลเป็นความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองไทย สมพระบรมราชปณิธานในรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">ขออานุภาพแห่งคุณความดีที่สาธุชนทั้งหลายได้ร่วมกันบำเพ็ญ จงสำเร็จเป็นทิพยสุขแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเป็นเครื่องพิทักษ์รักษาคุ้มครองประชาชาติไทยให้ประสบความเกษมสุขสวัสดี มีกำลังพรั่งพร้อมที่จะทำนุบำรุงราชอาณาจักรไทยให้วัฒนาสถาพรสืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ.&rdquo;</span></p>

<p><span style="font-size:26px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</span></p>
]]></description>
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระคติธรรม ประทานเนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๔]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/11756</link>
<guid isPermaLink="false">ca5037a1d3fd4217300f2d832223d420</guid>
<pubDate>Mon, 20 Sep 2021 11:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="font-size:24px;"><span style="color:#008000;">เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ๒๐ กันยายน ๒๕๖๔ ความว่า</span><br />
&ldquo;ท่ามกลางวิกฤตการณ์ของโลกและของบ้านเมือง บุคคลผู้มีปัญญาย่อมพยายามปรับตัวให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีสวัสดิภาพและคุณภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่เว้นแม้แต่เด็กและเยาวชนผู้กำลังเติบโตใหญ่ในภาวะอันผันผวนและได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างด้วยกันทุกคน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลง ควรต้องมีทิศทางที่ชัดเจน มีเหตุผล รู้จักตัวตนอย่างรอบคอบและรอบด้าน จึงจะสามารถเป็นคุณแก่ตน ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ การปรับตัวหรือการเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย จึงสามารถอาศัยหลักธรรมมาช่วยชี้แนะมิให้ผิดพลาดหรือหลงทาง<br />
&nbsp; &nbsp;สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงอบรมสั่งสอนคุณธรรมสำคัญประการหนึ่งซึ่งจะสนับสนุนให้บังเกิดความดีงามขึ้นในชีวิตของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน หรือผู้ใหญ่ กล่าวคือ &ldquo;อัตตัญญุตา&rdquo; หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักตน ฐานะ บทบาท หน้าที่ ภาวะ กำลังความรู้ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรมของตนให้เห็นกระจ่างก่อนว่าเป็นเช่นไร ความรู้ความเข้าใจตนอย่างถูกต้องย่อมนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเหมาะสมกับตน ทำให้เกิดผลดีขึ้นได้ และเมื่อรู้จักพิจารณาตนด้วยใจตนเองอย่างยุติธรรมปราศจากอคติแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นส่วนที่ต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลง และส่วนดีเด่นที่ต้องพยายามเพิ่มพูน เป็นเหตุนำไปสู่การพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายอันดีงามที่กำหนดไว้ ด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิ กระทั่งบังเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นชีวิตที่ประสบสวัสดิภาพและมีคุณภาพได้ดังที่ปรารถนา<br />
&nbsp; &nbsp;ขออนุโมทนาในความดีที่เด็กและเยาวชนรวมทั้งของผู้ทำประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนได้ประพฤติปฏิบัติ ขออานุภาพแห่งกุศลจริยาและปณิธานในการดำรงตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โปรดอภิบาลรักษาให้ท่านประสบความสำเร็จในการประกอบกรณียกิจ สามารถพัฒนาชีวิตให้เพียบพร้อมด้วยสุจริตธรรม เป็นกำลังของประเทศชาติสืบไป เทอญ.&rdquo;</span></strong></p>

<p><strong><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<img alt="" src="https://ssc.onab.go.th/cms/s102/u42/วันเยาวชนแห่งชาติ.jpg" style="width: 848px; height: 1200px;" /></span></strong></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/2021092310a3e4e9dbdc286e2246f95b15f0f6f8112442.png' type='image/png' length='927824' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระคติธรรม ประทานเนื่องในวัดงดดื่มสุราโลก ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๔]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/9694</link>
<guid isPermaLink="false">33921f38522a81acf5f024b7dc698e82</guid>
<pubDate>Sat, 24 Jul 2021 14:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><span style="font-size:24px;">&ldquo;หากพิจารณาถึงข่าวสารความเป็นไปในบ้านเมืองจะพบว่า การฆ่า การก่อภยันตราย การประทุษร้าย การทะเลาะวิวาท การล่วงประเวณี และการพูดเท็จ หรือใช้วาจาหยาบคาย เหลวไหล เลื่อนลอย อันเป็นเหตุให้เกิดความวิบัติวุ่นวายในสังคม มักมีต้นเหตุมาจากการเสพสุราและสารเสพติดให้โทษแทบทุกกรณี การรักษาเบญจศีล โดยเฉพาะข้อที่ ๕ ซึ่งบัญญัติให้บุคคลงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทนั้น จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะช่วยลดอัตราอาชญากรรม อุบัติเหตุ และเหตุไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ให้เบาบางลง สังคมใดประกอบด้วยสมาชิกผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สังคมนั้นย่อมบรรลุถึงความเจริญมั่นคงและปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น การรักษาศีลยังจะอำนวยอานิสงส์มหาศาล สมตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทานพระบรมพุทโธวาทไว้ว่า ผู้รักษาศีลย่อมเจริญด้วยโภคทรัพย์ มีกิตติศัพท์เลื่องลือระบือไป เข้าไปหาหมู่ชนใด ๆ ก็เป็นผู้งามสง่าแกล้วกล้าไม่เก้อเขิน ย่อมเป็นผู้ไม่หลงเมื่อใกล้จะตาย และจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ในที่สุด</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">เมื่อวันงดดื่มสุราแห่งชาติเวียนมาถึง จึงควรที่ท่านทั้งหลายจะสำนึกถึงผลร้ายของการเสพสิ่งมึนเมา แล้วตั้งใจงดเว้นการเสพสิ่งเหล่านั้นให้ได้โดยเด็ดขาดนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต เพื่อเปิดโอกาสให้ตนมีกายและจิตสมบูรณ์พร้อมอยู่เสมอ สำหรับเป็นเครื่องเพิ่มพูนสติปัญญา สามารถใช้เป็นเครื่องกำบังอันตรายในปัจจุบัน และป้องกันความตกต่ำในภายหน้า</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ขออำนวยพรให้ท่านทั้งหลายจงเจริญในพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสรุปธรรมทุกข้อลงเป็นคติเตือนไว้ให้ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด.&rdquo;</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/2021072910a3e4e9dbdc286e2246f95b15f0f6f8102436.png' type='image/png' length='927824' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[พระคติธรรมประทานเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/9565</link>
<guid isPermaLink="false">9a78c9729b3f3fb7a4f8d3e3c8e2f986</guid>
<pubDate>Sat, 24 Jul 2021 12:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><em><span style="font-size:24px;">เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในวันอาสาฬหบูชา วันเสาร์ ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ความว่า</span></em></p>

<p><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดิถีอาสาฬหบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว สาธุชนทั้งหลาย ต่างร่วมกันบำเพ็ญกุศลเป็นพิเศษเพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงปฐมเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน อันเป็นการเริ่มประกาศพระศาสนา กระทั่งบังเกิดมีพระอริยสงฆ์ ครบถ้วนพร้อมเป็น &ldquo;พระรัตนตรัย&rdquo; นับเป็นนักขัตฤกษ์สำคัญ และยังสรรค์สร้างเกียรติประวัติสำหรับราชอาณาจักรไทย ด้วยเป็นประเทศแรกในโลก ที่ดำริริเริ่มให้มีการบูชาพิเศษในดิถีเพ็ญอาสาฬหะ เมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประกาศความเป็นเมืองแห่งพระพุทธธรรม ซึ่งช่วยค้ำชูจิตใจของชนในชาติให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">ปฐมเทศนาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น คือ &ldquo;ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร&rdquo; ทรงชี้บอกวิถีทางแห่งการดับเพลิงกิเลสให้สูญไปโดยสิ้นเชิง ด้วยมรรคมีองค์ ๘ เรียกอีกอย่างว่า &ldquo;ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา&rdquo; หรือการลงมือปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากทุกข์ ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวการณ์ในโลกปัจจุบัน ขอพุทธบริษัทพึงหันมาพิจารณาทบทวนมรรควิธีประการสำคัญประการหนึ่งในองค์ ๘ นั้น ได้แก่ &ldquo;สัมมาวาจา&rdquo; ซึ่งหมายถึงการดำรงคำสัตย์ กล่าวแต่คำประสานน้ำใจซึ่งกันและกัน มีวาจาไพเราะจับใจ และกล่าวแต่สิ่งที่เปี่ยมด้วยสารัตถะ หากจงช่วยกันใช้ฉันทวาจา ให้สมาชิกในสังคมตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปจนถึงชุมชน และประเทศชาติ เต็มไปด้วยสารประโยชน์ในกาลทั้งปวง ชวนกันเจริญ &ldquo;เมตตาวจีกรรม&rdquo; ซึ่งจะชักพาให้ตนและสังคมส่วนรวมมีความวัฒนาสถาพร</span></p>

<p><span style="font-size:24px;">วันอาสาฬหบูชา นอกจากจะเตือนใจให้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย อันเป็นสรณะสูงสุดของพุทธบริษัทแล้ว ยังนำพาให้เราทั้งหลายมั่นคงแน่วแน่ด้วยปณิธานแห่ง &ldquo;สัมมาวาจา&rdquo; เพราะฉะนั้น หากท่านประสงค์ให้สังคมไทยไพบูลย์ด้วยสันติสุข ขอจงเร่งเจริญรอยตามพระยุคลบาทของพระพุทธองค์ ผู้ทรงพระมหากรุณาประทานอริยอัฏฐังคิกมรรคไว้เป็นหนทาง พร้อมเพรียงกันบำเพ็ญคุณประโยชน์ โดยเริ่มที่ตนเอง จากการมี &ldquo;สัมมาวาจา&rdquo; อยู่ทุกขณะ ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลให้เพื่อนร่วมชาติ ร่วมสังคม สามารถก้าวข้ามพ้นจากความทุกขโทมนัส แปรเปลี่ยนเป็นความเกษมสวัสดิ์ของสรรพชีวิตบนโลกนี้ได้สืบไป ตลอดกาลนาน.</span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/2021072910a3e4e9dbdc286e2246f95b15f0f6f8095705.png' type='image/png' length='927824' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คติธรรม ประทานเนื่องในเนื่องในวันวิสาขบูชา ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๔]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/4496</link>
<guid isPermaLink="false">1f79b2fdeeb5693235eb746e644083ea</guid>
<pubDate>Mon, 24 May 2021 15:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p dir="ltr">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;<img alt="" src="https://ssc.onab.go.th/cms/s102/u42/พระรูปวันประสูติ๖๑.jpg" style="width: 626px; height: 417px;" /></p>

<p dir="ltr">&nbsp;</p>

<p dir="ltr"><strong><span style="color:#40e0d0;"><span style="font-size:28px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; เนื่องในวันวิสาขบูชา ๒๖ พฤษภาคม&nbsp;๒๕๖๔ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก<br />
ประทานพระคติธรรม ความว่า</span></span></strong></p>

<p><span style="font-size:26px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ดิถีวิสาขบูชา &nbsp;อันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นวันสำคัญสากล&nbsp; &nbsp; ของโลก &nbsp;ได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว &nbsp;ชวนให้ระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อพระโพธิสัตว์สิทธัตถราชกุมารเสด็จอุบัติขึ้นบนโลกนี้ ดังปรากฏเรื่องราวในพระไตรปิฎกว่าพระองค์ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศอุดรทอดพระเนตรทิศทั้งหลาย &nbsp;ทรงพระดำเนินย่างพระบาทไปเจ็ดก้าวแล้วทรงเปล่งพระอาสภิวาจาว่า &nbsp;&ldquo;เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก &nbsp;เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก&nbsp;เราคือผู้เป็นใหญ่แห่งโลก&rdquo; ดังนี้ &nbsp;อุปมาดั่งการประกาศอิสรภาพของมนุษย์ให้ต่างตระหนักว่าเราทุกคนล้วนเป็นผู้กำหนดชีวิตของตนเอง &nbsp;สามารถพัฒนาตนให้ประเสริฐ &nbsp;ให้พ้นทุกข์&nbsp;ให้มีชีวิตที่ดีงามสมบูรณ์ถึงขั้นจะรู้แจ้งสัจธรรมเป็นพระพุทธเจ้าก็ยังได้ &nbsp;โดยหาใช่เพราะการดลบันดาลของพรหม เทพ &nbsp;หรือชะตาฟ้าดินแต่อย่างใด&nbsp;</strong></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; พุทธบริษัททั้งหลายจึงพึงพิจารณาถึงย่างก้าวแห่งธรรมะ ๗ ประการอันนำไปสู่การตรัสรู้ &nbsp;ซึ่งเรียกว่า &ldquo;โพชฌงค์ ๗&rdquo;&nbsp; ประกอบด้วย สติ ความระลึกได้, &nbsp;ธรรมวิจยะ การศึกษาสอดส่องธรรมะ, วิริยะ ความพากเพียร, &nbsp;ปีติ ความเอิบอิ่มใจโดยปราศจากอามิส, &nbsp;ปัสสัทธิ ความสงบกายใจ, &nbsp;สมาธิ ความมีจิตตั้งมั่น &nbsp;และ อุเบกขา ความมีใจเป็นกลาง &nbsp;</strong></span><span style="font-size:26px;"><strong>อย่างไรก็ดี &nbsp;ก่อนจะย่างไปให้ครบทั้ง ๗ ก้าวสู่ความเป็นเลิศในโลกนั้น &nbsp;มนุษย์ผู้ปรารถนาอิสรภาพจำเป็นต้องเริ่มต้นฝึกฝนตนเองให้มั่นคงในย่างก้าวสำคัญก้าวแรกแห่งการพัฒนา &nbsp;ได้แก่ &ldquo;สติ&rdquo; &nbsp;กล่าวคือ &nbsp;ให้รู้เท่าทันในการเคลื่อนไหวในอารมณ์ที่ปรุงแต่งจิตและในความคิดทั้งหลายให้ได้&nbsp; &nbsp; &nbsp;หากปราศจากสติเสียแล้ว &nbsp;องค์ธรรมแห่งความสำเร็จสูงสุดสำหรับมนุษยชาติประการอื่น ๆ ย่อมไม่อาจจะติดตามมาได้เลย</strong></span></p>

<p style="text-align: justify;"><span style="font-size:26px;"><strong>&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขอสาธุชนจงมุ่งมั่นหมั่นศึกษาอบรมเจริญสติให้รู้เท่าทันกาย &nbsp;วาจา และใจของตนเอง &nbsp;อันนับเป็น &ldquo;ปฏิบัติบูชา&rdquo;&nbsp;<br />
ที่พึงกระทำต่อพระรัตนตรัย &nbsp;เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า &nbsp;เป็นประทีปส่องใจเวไนยนิกร</strong></span><br />
<span style="font-size:26px;"><strong>ทั้งปวงสืบไปตลอดกาลนาน &nbsp;เทอญ.</strong></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/20210524e57fd94b3a00d60b8ccf20517d4eda64122129.png' type='image/png' length='2000752' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[คติธรรม ประทานเนื่องในเนื่องในวันมาฆบูชา ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔]]></title>
<link>https://ssc.onab.go.th/th/content/category/detail/id/489/iid/4495</link>
<guid isPermaLink="false">2bf2b7e81158289dbacf3f55fbb53f48</guid>
<pubDate>Thu, 08 Apr 2021 15:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong><span style="color:#ee82ee;"><span style="font-size:24px;">&nbsp; &nbsp;เนื่องในวันมาฆบูชา ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า</span></span></strong></p>

<p>&ldquo;ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าน้อมระลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันมีหลักการสำคัญเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ๒. การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ ๓. การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน ๓ เมื่อกว่า ๒,๖๐๐ ปีล่วงมาแล้ว อย่างไรก็ดี หากปีใดเป็นปีอธิกมาส วันมาฆบูชาจะตรงกับดิถีเพ็ญเดือน ๔ ดังเช่นที่เกิดขึ้นปีนี้</p>

<p>สารัตถะประการหนึ่งในโอวาทปาติโมกข์นั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนหลักการแห่ง &lsquo;ขันติธรรม&rsquo; เพื่อเป็นหลักเผยแผ่พระศาสนา และการดำรงตนของพุทธบริษัท ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า &lsquo;ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา&rsquo; แปลว่า &lsquo;ขันติ เป็นเครื่องเผาผลาญบาปธรรมอย่างยิ่ง&rsquo;</p>

<p>&lsquo;ขันติ&rsquo; หมายถึง &lsquo;ความอดทนอดกลั้น&rsquo; มีลักษณะ คือความข่ม มีรส คือความอดทนต่อสิ่งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ มีสภาพที่ปรากฏ คือความอดกลั้นหรือความไม่โกรธ มีพื้นฐานคือความเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง</p>

<p>ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกต่างมีสัญชาตญาณรักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น และก็เป็นธรรมดาที่ทุกชีวิตจำต้องเผชิญความทุกข์โทมนัส สลับกับความสุขโสมนัส หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เสมอ จะหาบุคคลผู้มิต้องประสบกับ &lsquo;โลกธรรม ๘&rsquo; กล่าวคือ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข และทุกข์ ในโลกนี้ เป็นอันมิมีเลย ผู้ตระหนักรู้ในความจริงเช่นนี้ จึงพึงสั่งสมบ่มเพาะกำลังแห่งขันติไว้สำหรับใช้ระงับยับยั้ง และต้านทานโลกธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในท่ามกลางวิกฤติการณ์ ซึ่งรุมเร้าเข้าสู่บ้านเมืองและโลกของเราทุกวันนี้ ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้รักษาร่างกายและจิตใจให้ยังคงความผาสุก สามารถอดทนอดกลั้นต่อทุกขเวทนาทางกาย ถ้อยคำจาบจ้วงล่วงเกิน คำติฉินนินทาว่าร้าย และความเสื่อมลาภเสื่อมยศ ซึ่งหลงยึดถือไว้ว่าเป็นตัวเราของเราเสียได้ อย่างน้อยแม้จะเจ็บใจเพียงใด แต่ก็ไม่เผลอแสดงอาการหุนหันพลันแล่นออกมาทางกายหรือทางวาจาจนเสียกิริยาอาการอันดี</p>

<p>บุคคลผู้สามารถดำรงขันติธรรม คือความอดทนอดกลั้นไว้ได้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เสงี่ยมงดงาม ถือธรรมะเป็นใหญ่ กิเลสตัณหาไม่อาจทำอันตราย เมื่อเป็นได้ดังนี้แล้ว ย่อมประสบความสงบร่มเย็น ระงับความดิ้นรนทะยานอยาก การที่สามารถดับเพลิงทุกข์เป็นคราว ๆ ได้ เสมือนว่าได้ถึงพระนิพพานเป็นคราว ๆ เป็นบทพิสูจน์ให้พุทธบริษัทรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า พระนิพพานมิใช่ธรรมะอันสุดเอื้อม</p>

<p>แม้ว่าพระนิพพานจริง ๆ คือความดับเพลิงทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงอาจยังอยู่ไกล แต่พระนิพพานในปัจจุบันคือความดับกิเลสตัณหา ซึ่งบังเกิดขึ้นครอบงำจิตใจในขณะนี้ จึงอาจใช้ &lsquo;ขันติธรรม&rsquo; คือความอดทนอดกลั้นนี้เอง เป็นเครื่องช่วยระงับดับได้ แม้เพียงคราวหนึ่ง ๆ ก็ยังดี ไม่เกินความสามารถที่ทุกคนจะปฏิบัติและเข้าถึงได้ เพื่อความสงบร่มเย็นซึ่งพึงบังเกิดมีขึ้นแก่ตนและแก่สังคมส่วนรวม สมความปรารถนาอันดีงามของคนไทย ที่ต่างหวังใจมุ่งหมายจะได้ประสบสันติสุขด้วยกันทุกคน</p>

<p>ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่ง ๆ ขึ้นสืบไป เทอญ.&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://ssc.onab.go.th/th/file/get/file/2021052410a3e4e9dbdc286e2246f95b15f0f6f8142918.png' type='image/png' length='927824' />
</item>
</channel>
</rss>
